Showing posts with label หังโจว. Show all posts
Showing posts with label หังโจว. Show all posts

Thursday, July 25, 2013

หังโจว ซูโจว อู่ซี แว่นแคว้นตะวันออก ของสาธารณรัฐประชาชนจีน

“บนฟากฟ้ามีสรวงสรรค์ บนผืนปฐพีมีซูโจวและหังโจว” เป็นวรรคที่มีชื่อเสียงมากในกวีบทหนึ่งโดย หยางเซ่าหยิง (Yang Chaoying ค.ศ.1271-1368) กวีสมัยราชวงศ์หยวน บทกวีนี้ได้สาธยายถึงความเป็นเลื่องลือของเมืองหังโจว ซูโจว อูซี และเส้าซิง นับแต่สมัยราชวงศ์ซ้องใต้เป็นต้นมา และเมืองที่กล่าวมานี้เป็นเมืองที่มีคลองจักรพรรดิตัดผ่าน
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 ราชสำนักจีนพ่ายแพ้ต่อ “ชนป่าเถื่อนทางตอนเหนือ” และได้ถอยร่นลงมายังเมืองนูเจิน (Nuzhen) ในปี ค.ศ.1138 มีการสถาปนาพระราชอาณาจักรแห่งใหม่ซึ่งมีชื่อว่า อณาจักรซ้องใต้ขึ้น โดยมีเมืองหังโจวเป็น “ฐานชั่วคราว” (หรือที่เรียกว่าซิงไจ้ Xingzai) เมืองหังโจวในฐานะของใจกลางของอณาจักรจีนในยุตนี้ได้เติบโตและมีพัฒนาการ เนื่องจากการอพยพข้าวของข้าราชการนักปราชญ์จำนวนมาก เมืองนี้เป็นเมืองที่ป้อมปราการป้องกันการบุกรุกของคู่ต่อสู้นับแต่สมัยราชวงศ์ถัง
คลองจักรพรรดินี้มีที่มาจากสมัยราชวงศ์โจวตะวันออก (ค.ศ.770-256 ก่อนปีคริสตกาลนับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา คลองสายนี้ได้รับการขยายจนมีความยาวกว่า 1,100 ไมล์ (1,800 กิโลเมตร) โดยตัดผ่านมณฑลเจ่อเจียนและเจียนสู ไปยังเมืองปักกิ่งและเชื่อมแม่น้ำสี่สายคือ เซียนทังเจียง (Qiantangjian) หยางจือเจียง (Yangzijiang) ไหวเหอ (Huaihe) และฮวงโห (Huanghe) กษัตริย์แห่งรัฐอู่ได้มีพระราชโองการให้ขุดคลองนี้จากเมืองซูโจวไปถึงแม่น้ำแยงซีเพื่อเตรียมรับสงคราม คลองดังกล่าวสร้างเสร็จในปี 495 ก่อนคริสต์ศักราช และมีความยาว 53 ไมล์ (85 กิโลเมตร)
เพียงอีกไม่กี่ปีต่อมา คลองสายนี้ได้ต่อยาวออกโดยเชื่อมเมืองหยางโจวเข้ากับแม่น้ำ 2 สายคือ แม่น้ำแยงซีและแม่น้ำไหวเหอทางภาคเหนือ ตำนานหนึ่งกล่าวว่า จักรพรรดิหยางตี้แห่งราชวงศ์สุย ผู้ครองราชย์ระหว่างปีค.ศ.605-618 ได้มีพระราชโองการให้เชื่อมคลองเข้ากับเมืองหยางโจว โดยทรงเชื่อว่าคลองนี้จะทำให้พระองค์ได้ชมบุปผาสวรรค์ที่มีชื่อว่า ดอกช่วง (qiong) อย่างไรก็ดี ดอกไม้นี้ได้เหี่ยวเฉาไปก่อนที่พระองค์จะได้ยล แต่พระองค์ก็ได้ทรงบัญชาให้ขุดคลองนี้ต่อโดยเชื่อมเมืองลั่วหยาง ซึ่งเป็นราชธานีในขณะนั้นเข้ากับเมืองปักกิ่งทางตอนเหนือ และแม่น้ำไหวเหอทางตะวันตกเฉียงใต้ นอกจากนี่ยังทรงดำริให้ขุดคลองนี้เชื่องแม่น้ำเจินเจียงกับเมืองหังโจว การขุดคลองซึ่งเป็นเครือข่ายยาวราว 1,700 ไมล์ (2,700 กิโลเมตร) ในครั้งนี้ส่งผลให้ลั่วหยางมีทางติดต่อกับพื้นที่ทางภาคเหนือและปักษ์ใต้ซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจที่ดียิ่ง เครื่องราชบรรณาการต่างๆ ได้รับการขนส่งมายังเมืองลั่วหยางโดยอาศัยเส้นทางนี้ การขนส่งพืชผลต่างๆก็ล้วนแต่ใช้คลองสายนี้ เช่น ธัญพืช (ซึ่งมีพื้นที่เจินเจียง-เจียงสูเป็นแหล่งเก็บเกี่ยวข้าวถึงปีละสามครั้ง) ผ้าไหม เครื่องปั้นดินเผา และผลผลิตอื่นๆซึ่งราชสำนักต้องการ
ราชวงศ์หยวน (ค.ศ.1271-1368) ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ย้ายราชธานีมายังปักกิ่ง ได้สั่งการขุดเครือข่ายคลองนี้เพื่อเพิ่มเชื่อราชธานีเข้ากับเมืองหังโจวโดยตรงการขุดคลองในครั้งนี้ได้ลดระยะที่ต้องเดินทางระหว่างเมืองทั้งสองถึง 620-1,100 ไมล์ (1,000-1,800 กิโลเมตร) สมัยปัจจุบันมีการศึกษาเล่าเรียนความเป้นไปได้ในการพัฒนาคลองสายนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวคลองสายนี้มิได้เป็นเพียงจุดเยี่ยมชมที่น่าสนใจ หากยังเป็นที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถลงเรือชมคลองได้อีกด้วย เป็นโอกาสที่จะได้เห็นชีวิตผู้คนอีกรูปแบบหนึ่ง
เมืองหังโจวได้ถูกกล่าวไว้ในบทกวีหลายบทที่แต่งขึ้นสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) เช่นในงานกวีของไป๋จูยี่ (Bai Juyi ค.ศ.772-846) กวีผู้นี้ได้กลายเป็นผู้ว่าราชการเมืองในปีค.ศ.882 และเป็นผู้สั่งการสร้างเขื่อกั้นน้ำที่ ทะเลสาบตะวันตก Wake Lake หรือซีหู (Xihu) เขื่อนนี้มีชื่อว่าไป๋ตี้ (Baidi) จากชื่อของผู้ว่าฯไป๋จูยี่ กวีหญิง หลี่ซิงเจ้า ซึ่งมีชีวิตอยู่ในราวปี ค.ศ.1084-1151 ได้เขียนกลอนขึ้นหลายบทด้วยแรงบันดาลใจที่ได้จากความงามอันหลากสีสันของเมืองหังโจว หังโจวได้กลายเป็นเมืองที่เลื่องลือก้องโลกในสมัยราชวงศ์ซ้องไต้ (ค.ศ 1127-1279) สมัยนี้พสกนิกรของเมืองหังโจวได้เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งน้อยกว่าห้าแสนคนเป็นจำนวนกว่าล้านคน และทำให้เมืองหังโจวเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งในโลก อย่างไรก็ดีเมืองหังโจวถูกทำลายเสียกายจนเกือบหมดสิ้นในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในช่วงเหตุการณ์กบฏไท่ผิง เมืองหังโจวในช่วงปัจจุบันแทบจะไม่มีร่องรอยของเมืองที่เคยมีนามห้องโลกหลงเหลืออยู่เลย ที่มา : http://merrybrighttravel.com